[DHWA] [SHORT FIC]What does love feel like…

posted on 18 Dec 2011 21:12 by beazz-kj in DHzActivitisWork

 

นึกว่าจะไม่ทันวันนี้ซะแล้ว T^T

รู้สึกมีอุปสรรค์(ความรัก?)เยอะเวอร์~~~~~~

วันนี้บีทมีงานพิธีมัชฌิมนิเทศค่ะ…..นั่งฟังบรรยายตั้งแต่เช้าจนเย็น กลับมาก็เผลอหลับ…..ฟิคยังไม่จบเลยน๊า

แถมไม่พอๆๆๆ …..ตอนงานมัชฌิมบีทก็(แอบ)พิมพ์นิยายในโทรศัพทื แต่พอกลับมาเปิด…..กลายเป็นตัวสี่เหลี่ยมซะงั้น =[]=’’ (กรรมตามสนองซินะ T^T)

 

 

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า xD

 

PS… ตัวเบ้งๆ (ฮา) ฟิคแรกในชีวิตนะจิ๊ …..อ่านเนื้อเรื่องทุกคนคงคุ้นๆ แม่ยกโน่ฮิคุ้นชัวร์~(ตูหยิบมาหมด =[]=’’) แถมเนื้อเรื่อง.....ไม่เกี่ยวกับกิจกรรมเล๊ยยยยย (ช่างมันเต๊อะ)

 


PSS.. ขอให้โน่ฮิแสดงความเรียลให้โลกรู้ในตอนต่อๆไปนะคะ สาธุๆๆ

 

 

11/12/18

(จะเอา 12 นำ 18 ให้ได้ Wink)

สุขสันวันโน่ฮิค่าทุกคน xD

 

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม  

DinoHiba Wedding Anniversary

 

 

 

Title : What does love feel like…

Author : Beazz-kj

Pairing : Dino(22) x Hibari(15) 

Rate : PG (ใสโคตร ?)

Warning :  Yaoi = ชายรักชาย รับไม่ได้ก็ปิดซะ

ฟิคนี้....ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคนๆหนึ่ง (อ่านแล้วจะรู้ทันที xD) 

บีทติดอิมเมจโน่ฮิแบบที่คนๆนั้นสร้างจริงๆ =[]=''

 

'เคียวยะ ฉันรักนายนะ'

เสียงที่คุ้นเคยดังก้องจากความฝัน

แต่เมื่อตื่นขึ้นมา รอบกายพบเพียงความว่างเปล่าเหมือนทุกครั้ง……..

 

……………………………………………………………………

 

ณ โรงเรียนนามิโมริ


อากาศยามเช้าเย็นสบาย ท้องฟ้าสดใส


แต่ทว่า ร่างบางของหัวหน้ากรรมการคุมกฎที่ทุกคนต่างก็หวาดกลัว ฮิบาริ เคียวยะทอดสายตาจากหน้าต่างห้องรับแขกของโรงเรียนออกไปอย่างไร้จุดมุ่งหมายนั้น


ภายในจิตใจกลับคิดถึงความฝันยามเช้า


‘เคียวยะ ฉันรักนาย...’


เสียงของร่างสูงยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของร่างเล็กอยู่เสมอ


‘ความรักมันคืออะไรกัน.....ทำไมคนเราต้องมีความรักกันด้วยหล่ะ....อยู่คนเดียวมันไม่ดีตรงไหนกัน’


คำถามนี้วนเวียนอยู่ในสมองตลอดเวลา หากแต่ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการ

 

 

ครั้งแรกที่พบกัน….ชายหนุ่มปรากฎตัวในฐานะอาจารย์สอนพิเศษ….

 

 

‘อาจารย์งั้นหรอ……คนอย่างเราไม่ต้องการคนแบบนั้นเลยซักหน่อย

 

 

อยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด ….ไม่เคยคิดที่จะมาสุมหัวกับพวกสัตว์กินพืชอย่างตอนต่อสู้ในศึกชิงแหวนเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าได้ขย้ำคน..มันก็โอเคอยู่หรอก

 

 

แต่เรื่องศึกชิงแหวนอะไรนั้นก็จบไปตั้งนานแล้วแท้ๆ …. แต่ทำไม…. ทำไมนายต้องปรากฏตัวต่อหน้าฉันอีกหล่ะ’ ร่างบางครุ่นคิดในใจเพียงลำพัง

 

 

 

หลังจากที่จบศึกชิงแหวนไป….เวลาก็ผ่านไปหลายเดือนแล้ว

 

 

แต่ชายหนุ่มยังคงคอยมาวนเวียนมา เยี่ยมเยียนให้คนตัวเล็กขย้ำเล่นไม่ขาด……

 

 

 

 

หากแต่….คำพูดที่ว่ารักของร่างสูงที่มอบให้ร่างบางนั้น..กลับค่อยๆชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

 

ใบหน้าเปื้อนยิ้มพร้อมคำพูดที่มอบให้ ทำให้จิตใจที่แข็งกระด้างค่อยๆสั่นไหว

 

……………………………………………………………………

 

หลังจากที่ดีโน่ คาบัคโลเน่ได้กลับไปยังอิตาลี ประเทศบ้านเกิดของเขา เวลาก็ล่วงเลยมา 1 เดือนแล้ว

 

 

การกลับไปขอดีโน่ในครั้งนี้ถือว่านานกว่าครั้งไหน...เพราะโดยปกติดีโน่มักมาหาฮิบาริทุกอาทิตย์

 

แม้จะได้พบกันเพียงแค่ไม่กี่วันนัก แต่ร่างสูงก็พยายามหาเวลามาหาร่างเล็กนี้ให้ได้

 

แต่ก่อนที่ดีโน่จะกลับไปทุกครั้ง....ร่างสูงได้ทิ้งถอยคำบอกรักทิ้งไว้แก่ฮิบาริ…

 

ราวกับให้เวลาเพื่อให้ร่างบางได้ครุ่นคิด หาคำตอบ ความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง

 

 

ถ้อยคำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน หากแต่เดี๋ยวนี้ ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ถ้อยคำนี้ทำให้ความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในใจ

ถ้อยคำนี้ทำให้ความรู้สึกผิดแผกไปจากเดิม

 

 

ตัวเค้าเองรู้ตัวดีว่าเค้าเป็นคนที่ทุกคนนั้นต่างก็หวาดกลัว ไม่มีกล้าเข้าใกล้ อยู่เพียงลำพังเสมอ

 

 

แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร ตัวเค้าก็ยังสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้

 

 

แต่ทำไม….ทำไมหลังจากที่คนๆนั้นจากเค้าไป …..ความรู้สึกนี้ถึงเกิดขึ้นได้….

 

 

เหงา….เพราะอะไรกัน….ทำไมคนอย่างเค้าถึงมีความรู้สึกที่เรียกว่า เหงา เกิดขึ้นได้หล่ะ…..

 

 

 

เมื่อไม่สามารถหาคำตอบได้ ฮิบาริจึงเดินออกไปหมายจะขย้ำสัตว์กินพืชซักคนสองคนเพื่อปลดปล่อยอารมณ์

 

เรียวตาคมกวาดสายตามองหาเหยื่อผู้หน้าสงสารอยู่นาน…..

 

 

แต่ทว่าเป็นเวลาเข้าเรียนแล้วจึงไม่มีใครเผล่นพลานให้เค้าได้ขย้ำเล่น

 

 

ฮิบาริจึงเปลี่ยนแผน เดินขึ้นไปยังดาดฟ้า สถานที่พักผ่อนของตัวเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

อากาศยามเช้าที่เย็นสบาย สายลมที่พัดผ่านร่างบางทำให้รู้สึกดีจนต้องผล็อยหลับไป

 

 

 

 

 

‘….ยะ …..เคียวยะ’

 

 

เสียงเรียกอย่างอ่อนโยนดังแว่วเข้ามาราวกับจะกระซิบ

 

 

แต่ด้วยสติอันเลือนราง ทำให้อดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นเพียงความฝัน

 

 

…..ความฝันอีกซินะ

 

 

‘…นายนี่นะ มานอนที่แบบนี้บ่อยๆ เดี๋ยวก็เป็นหวัดกันพอดี’

 

 

ร่างบางสัมผัสได้ถึงน้ำหนักแผ่วเบาที่ค่อยๆยกร่างกายขึ้น ไออุ่นจากอ้อมแขนและแผงอกมาห่อหุ้มร่างกาย

 

 

‘เฮ้อ นายนี่นะ … ถ้านายไม่ระวังตัวอย่างนี้ ฉันก็แย่หน่ะซิ’

 

 

น้ำเสียงแผ่วเบาของร่างสูงพร้อมสัมผัสจูบที่อ่อนหวาน  เรียกสติของร่างเล็กให้กลับมา…….

 

เรียวตาคมเบิกกว้างเมื่อรู้สึกถึงอุณหภูมิจากร่างกายคนอื่นที่สัมผัสตนอยู่

 

“นี่คุณ!! คุณมาที่นี่ได้ยังไง…” ร่างบางสะดุ้งขึ้น พร้อมยันกายลุกขึ้นยืนอย่างไม่มั่นคง

 

“ฮ่าฮ่าฮ่า….. เซอร์ไพส์ไง เคียวยะ” เสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ของร่างสูงดังขึ้น

 

“หึ! ถ้ายังจะพูดเล่นอีกละก็ ผมจะขย้ำคุณให้ตายซะ” ร่างเล็กพูดพร้อมหยิบทอนฟา อาวุธคู่กายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

“อะไรกันนายนี่นะ ขี้โมโหไปได้ เดี๋ยวก็แก่เร็วหรอก”

 

“พอดี เดือนนี้จู่ๆก็มีงานเข้าแฟมิลี่เล่นเอาวุ่นวายไปหมด แล้วตอนนี้ก็เพิ่งเสร็จเอง ฉันเลยรีบบินมาหาเคียวยะเลยนะ……. เคียวยะไม่คิดถึงฉันบ้างหรอ??” ร่างสูงถามด้วยเสียงถามกลับด้วยน้ำเสียงที่คาดหวังในคำตอบ

 

“ทำไมผมต้องคิดถึงคุณด้วยหล่ะ” ร่างบางถามกลับเสียงนิ่ง ทำให้ร่างสูงไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้

 

“นั่นซินะ….ก็เคียวยะไม่ได้คิดอะไรกับฉันนี่นะ” ร่างสูงพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ

ร่างบางรู้สึกวาบๆในอกเมื่อเห็นดีโน่ทำหน้าเศร้า ….อะไรกัน ความรู้สึกนี้

 

“เป็นอะไรรึเปล่า เคียวยะ?” ร่างสูงถามอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นร่างเล็กนิ่งเงียบ พร้อมย่างเท้าเข้าหาร่างเล็ก

 

“ปะ…เปล่า ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” ร่างบางตอบ แต่ใบหน้ากลับเริ่มแดงกล่ำ

 

“งั้นก็ดีแล้วหล่ะ”

 

ฝ่ามืออุ่นของร่างสูงวางบนศีรษะของร่างเล็กอย่างแผ่วเบา

 

ไออุ่นจากมือของดีโน่  ยิ่งทำให้ใบหน้าของฮิบาริแดงกร่ำมากขึ้นไปอีก

 

“ปล่อยนะ!” ร่างเล็กสะบัดมือใหญ่ออกอย่างรุนแรง

 

การกระทำนี้ ทำให้ร่างสูง ‘เข้าใจ' ว่า…..ว่าความจริงแล้ว ฮิบาริ เคียวยะ รังเกียจ ดีโน่ คาบัคโลเน่ ขนาดไหน

 

“เข้าใจแล้วหล่ะ…เคียวยะ นี่คงเป็นคำตอบซินะ งั้นวันนี้ฉันไปก่อนนะ”

ร่างสูงพยายามยิ้มให้ร่างเล็กอย่างยากลำบาก……แม้แต่ฮิบาริยังรู้ว่าเขานั้นฝืนยิ้มหยู่

 

“ม้าพยศ….” เสียงเรียกหาร่างสูงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ก็ช้าไปแล้ว ดีโน่ไปแล้ว……

 

 

 

หลังจากที่ดีโน่กลับไปได้ซักพัก ร่างเล็กกลับมาคิดถึงความรู้สึกของตัวเอง

 

"อะไรของมันหน่ะ! ทำไมจู่ๆถึง…."

 

ใบหน้าของร่างสูงที่ฝืนยิ้มยังคงติดตาอยู่จนถึงตอนนี้

 

"นี่เรา….ทำอะไรผิดอย่างนั้นหรอ ทำไมแกถึงต้องทำหน้าอย่างนั้นกัน…"

 

ดีโน่จากเค้าไปอีกครั้งแล้วซินะ…..ความรู้สึกจุกที่ในอกนี่มันอะไรกัน

ไม่ว่ายังไงเราก็ไม่เข้าใจความรู้สึกนี้…..ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน!!

 

 

 

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไปร่างสูงก็หายไปจากร่างบาง

 

จนกระทั่ง……วันนั้น..วันที่เค้าถูกส่งไปอนาคต

 

 

 

ในวันนั้น หลังจากที่ฮิบาริ เคียวยะกำลังนอนกลางวันที่ดาดฟ้าเหมือนทุกที

 

จู่ๆก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวขึ้น

 

เรียวตาคมกวาดสายตามองทิวทัศน์ที่เปลี่ยนไปอย่างแปลกใจ

 

“คุณเป็นใครหน่ะ….มารบกวนเวลานอนของผมแบบนี้ คงรู้สินะว่าจะเป็นยังไง?”

 

ฮิบาริ เคียวยะที่ถูกกระสุนของบาซูก้าทศวรรตยิงใส่ทำให้ถูกส่งตัวมายังโลกอนาคตอย่างไม่ทันได้รู้ตัวได้กล่าวถามชายหนุ่มนักดาบปริศนาที่ยืนอยู่ตรงหน้า

 

“หืม…ถ้าเป็นเด็กโรงเรียนนามิโมริหล่ะก็ ไว้คิ้วอย่างนั้นมันผิดกฎนะ แต่เอาเถอะ….จะว่าไปทำไมมีเด็กนักเรียนที่หายสาปสูญไปมานอนสลบอยู่แถวนี้หล่ะ”

 

"ฉันเป็นคนจัดการ ยามาโมโตะ ทาเคชิเอง” ชายนักดาบปริศนาตอบกลับ

 

“เห…งั้นก็ดี ผมกำลังหงุดหงิดอยู่พอดีเลย” ร่างเล็กพูดพร้อมหยิบอาวุธคู่กายขึ้นมา

 

 

การต่อสู้ระหว่างฮิบาริเคียวยะ และเกนคิชิ

ฮิบาริไม่สามารถเล่นงานอีกฝ่ายได้ เพราะไม่รู้วิธีการต่อสู้ในโลกอนาคต….

 

เกนกิชิได้เปิดอาวุธกล่องมายาเตรียมเผด็จศึกผู้พิทักเมฆาร่างเล็ก  หมายจะแย่งชิงวองโกเล่ริงค์ที่อยู่กับเจ้าตัว…..

 

จรวดมิดไซด์นับร้อยรายรอบร่างเล็กจนไม่อาจหนีไปไหนได้ แต่ทันใดนั้นจรวดมิดไซด์ก็ได้หายไป ราวกับไม่เคยมีมาก่อน

 

“อาวุธกล่องของฉันสามารถล่องหนเข้ากับภาพมายาได้ ถ้าเป็นแกในยุคนี้ก็คงรอดไปได้สบายๆ แต่เมื่อ 10 ปีก่อนที่ยังไม่รู้อะไรหล่ะก็ ไม่มีวันเอาชนะฉันได้หรอก !”

 

“ลาก่อน ฮิบาริ เคียวยะ”

 

สิ้นเสียงของเกนกิชิ ร่างเล็กก็รู้สึกได้ถึงมิดไซด์นับร้อยที่พุ่งถาโถมเข้ามา

 

 

 

ตูม !!!

เสียงมิดไซด์นับร้อยระเบิดขึ้นอย่างพร้อมกัน

 

 

 

“ฮึ ! ฉันใช้หนี้ให้นายแล้วนะเฟ้ย” เสียงของผู้พิทักษ์วายุแห่งวองโกเล่พูดขึ้น ทั้งๆที่ร่างกายสะบักสะบอม หลังจากผ่านศึกหนัก

 

‘ใช้หนี้…งั้นหรอ….ไม่เห็นจะเข้าใจเลย’

 

“คุณเคียว !!! จุดเปลวไฟที่แหวนแล้วใช้กล่องสู้ซิครับ” รองหัวหน้าคณะกรรมการคุมกฎ คุซาคาเบะ เท็ตซึยะในยุคนี้ ที่พยุงโกคุเดระและซาซางาวะ เรียวเฮที่เจ็บหนักมายังห้องแห่งนี้กล่าวอย่างร้อนใจ

 

“จุดไฟ ? ใช้กล่อง?”

 

“ใช่แล้วครับ !!” ขอแค่มีเปลวไฟออกมาแค่สักนิดก็พอ ขอให้มีปาฏิหารด้วย….

 

คุซาคาเบะกล่าวภาวนาในใจ แม้จะรู้ว่าหัวหน้าตัวเองในตอนนี้ยังไม่รู้จักการต่อสู้ในสมัยนี้ก็ตามที เพราะตอนนี้ไม่มีใครมีสภาพที่พร้อมต่อสู้อีกแล้ว

 

“เรื่องกล่องอะไรนั่น ผมไม่รู้เรื่องด้วยหรอก….”

หมดหวังแล้วซินะ…..รองหัวหน้าคิดในใจ

 

“แต่ถ้าเป็นเรื่องเปลวไฟหล่ะก็….. เจ้าม้าพยศเคยสอนอยู่ …” ร่างเล็กพูดขึ้นพร้อมสีหน้าหม่นหมอง

เปลวไฟของสีม่วงเปล่งแสงขึ้นมา เรียกความหวังให้แก่ทุกคน

 

ตอนนี้ร่างเล็กเข้าใจแล้วว่าตนเองหลงเข้ามายังโลกอนาคต โลก 10 ปีข้างหน้า….

 

การที่จะกลับไปยังโลกเดิมได้…คงมีแค่ต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น…..เพราะไม่อย่างนั้น…..ตัวเค้าคงจะไม่ได้พบกับ….ดีโน่….

 

ทำไมเค้าถึงคิดอย่างนี้กันนะ….แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจ….

 

ความคิดที่แน่วแน่ บวกกับความโมโหที่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจส่งผลให้เปลวไฟสีม่วงยิ่งส่องสว่าง…เป็นเปลวไฟที่สวยงามแต่กลับซ่อนความร้ายกาจเอาไว้….

 

ไฟเมฆาที่ขยายใหญ่เป็นแหล่งพลังงานที่ทำให้อาวุธกล่องสามารถทำงานได้

.

.

.

.

.

.

.

.

การต่อสู้ระหว่างฮิบาริ กับเกนคิชิได้จบลง

ความจริงที่ได้รับรู้จากอิริเอะ โชอิจินำมาซึ่งความหว